10 กฎทองแห่งความปลอดภัยในการขับรถโฟล์คลิฟต์ในโรงงาน

10 กฎทองแห่งความปลอดภัยในการขับรถโฟล์คลิฟต์ในโรงงาน

“รถโฟล์คลิฟต์” หรือ “รถยก” เป็นเครื่องจักรสำคัญในระบบคลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรม
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนย้ายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและลดแรงงานคน
แต่ในขณะเดียวกัน — หากใช้งานโดยขาดความระมัดระวัง รถโฟล์คลิฟต์ก็อาจกลายเป็น “ต้นเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรง” ได้เช่นกัน

เพื่อป้องกันอันตรายและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน
นี่คือ “10 กฎทองแห่งความปลอดภัยในการขับรถโฟล์คลิฟต์ในโรงงาน”
ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


1. ผ่านการอบรมและมีใบอนุญาตขับรถโฟล์คลิฟต์เท่านั้น

ผู้ขับรถโฟล์คลิฟต์ทุกคนต้องผ่านการอบรมจากสถาบันที่ได้รับการรับรอง
และถือ ใบรับรองการอบรม (Certificate) ตามที่กฎหมายกำหนด
การขับโดยไม่มีใบอนุญาตถือว่าผิดกฎหมายแรงงาน และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างมาก

เหตุผล:
การขับรถโฟล์คลิฟต์ต้องอาศัยความเข้าใจในน้ำหนักบรรทุก, จุดศูนย์ถ่วง, ระบบเบรก และมุมมองการยกของ
ผู้ที่ไม่ผ่านการอบรมอาจขับผิดวิธีจนเกิดการล้มคว่ำ หรือทำให้สินค้าพังเสียหาย


2. ตรวจสอบสภาพรถก่อนใช้งานทุกวัน

ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ผู้ขับต้องทำการ “Pre-Operation Check”
ตรวจสอบส่วนสำคัญ เช่น

  • ยางล้อ

  • ระบบเบรกและพวงมาลัย

  • สัญญาณไฟและแตร

  • น้ำมันไฮดรอลิก

  • งา (Fork) และโซ่ยก

  • แบตเตอรี่หรือถังแก๊ส

หากพบสิ่งผิดปกติ ต้องรายงานหัวหน้างานทันทีและห้ามใช้งานรถจนกว่าจะซ่อมเสร็จ

เหตุผล:
รถโฟล์คลิฟต์ที่ชำรุด แม้เพียงระบบเบรกหรือยางเสื่อม อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เช่น รถไถล ชน หรือพลิกคว่ำได้


3. สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ทุกครั้ง

ผู้ขับและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างครบถ้วน เช่น

  • หมวกนิรภัย

  • รองเท้าเซฟตี้

  • เสื้อสะท้อนแสง

  • ถุงมือกันลื่น

  • เข็มขัดนิรภัย (สำหรับรถที่มี Cabin)

เหตุผล:
PPE ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ หากเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน หรือของหล่นจากงายก


4. ขับด้วยความเร็วที่เหมาะสม และควบคุมได้ตลอดเวลา

ในพื้นที่โรงงานหรือคลังสินค้า ควรกำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 10–15 กม./ชม.
ผู้ขับควรใช้ความเร็วต่ำเป็นพิเศษเมื่อเข้าโค้ง หรือผ่านบริเวณคนเดิน

แนวทางปฏิบัติ:

  • ห้ามเบรกกะทันหัน

  • ห้ามเลี้ยวกะทันหันเมื่อมีของยกอยู่บนงา

  • ควบคุมระยะห่างระหว่างรถอย่างน้อย 1 ช่วงตัวรถ

เหตุผล:
เพราะรถโฟล์คลิฟต์มี “จุดศูนย์ถ่วงสูง” หากขับเร็วเกินไปโดยเฉพาะตอนเลี้ยว อาจทำให้รถล้มคว่ำได้ง่าย


5. ห้ามยกของเกินพิกัด (Overload)

ก่อนยกของทุกครั้ง ต้องตรวจสอบ น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Capacity) ที่ระบุไว้บนแผ่นเพลตของรถ
อย่ายกของเกินกว่าที่กำหนด และต้องวางของให้ “สมดุลตรงกลางงา”

ตัวอย่าง:

  • รถขนาด 2.5 ตัน สามารถยกได้เต็มพิกัดเมื่อวางของห่างจากงาประมาณ 50 ซม.
    แต่ถ้าของยื่นออกไปไกลขึ้น น้ำหนักบรรทุกสูงสุดจะลดลงทันที

เหตุผล:
การยกของเกินพิกัดทำให้ระบบไฮดรอลิกทำงานหนัก เสี่ยงต่อการคว่ำ และทำให้อุปกรณ์สึกหรอเร็วกว่าปกติ


6. อย่าบรรทุกหรือยกคนขึ้นบนงา

รถโฟล์คลิฟต์ถูกออกแบบมาเพื่อยก “วัสดุ” ไม่ใช่ “คน”
ห้ามโดยเด็ดขาดในการให้คนยืนหรือนั่งบนงา แม้เพียงชั่วคราว

หากจำเป็นต้องทำงานบนที่สูง ควรใช้ แท่นยกนิรภัย (Work Platform) ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

เหตุผล:
มีสถิติอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากคนตกจากงา หรือรถเอียงระหว่างยก ส่งผลให้บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต


7. อย่าขับขณะยกของสูงเกินไป

ในขณะเคลื่อนที่ รถโฟล์คลิฟต์ควรลดงาลงให้อยู่ระดับต่ำสุด (ประมาณ 10–15 ซม. จากพื้น)
เพราะการยกของสูงเกินไปจะทำให้ “จุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น” และเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ

แนวทางปฏิบัติ:

  • ยกของให้สูงเฉพาะตอนเข้า-ออกชั้นวาง

  • เมื่อเคลื่อนรถ ให้ลดงาและเงยงาขึ้นเล็กน้อยเพื่อความมั่นคง


8. ระวังคนเดินเท้าและพื้นที่ร่วมใช้งาน

ในโรงงานส่วนใหญ่ พื้นที่ทำงานของรถโฟล์คลิฟต์จะอยู่ใกล้กับทางเดินของพนักงาน
ดังนั้นผู้ขับต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด

แนวทางปฏิบัติ:

  • บีบแตรก่อนเข้าโค้งหรือทางแยก

  • หยุดรอให้คนเดินเท้าผ่านก่อนเสมอ

  • ห้ามขับถอยหลังโดยไม่มอง หรือไม่มีผู้ช่วยคอยดูทาง

เหตุผล:
กว่า 30% ของอุบัติเหตุจากรถโฟล์คลิฟต์ในโรงงาน เกิดจากการชนกับคนเดินเท้าในพื้นที่ทำงานร่วม


9. ห้ามปล่อยรถโดยไม่ดับเครื่องหรือดึงเบรกมือ

เมื่อจอดรถทุกครั้ง ควร

  • ดับเครื่อง

  • ดึงเบรกมือ

  • ลดงาลงแตะพื้น

  • ปิดสวิตช์ไฟ

ห้ามปล่อยรถทิ้งไว้โดยยังเปิดเครื่องหรือยกงาไว้สูง

เหตุผล:
เพราะแรงดันในระบบไฮดรอลิกอาจค่อย ๆ ลดลง ทำให้งาร่วงได้เองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอันตรายต่อคนที่เดินผ่าน


10. มีสติอยู่เสมอ และห้ามขับเมื่อร่างกายไม่พร้อม

ไม่ควรขับรถโฟล์คลิฟต์เมื่อมีอาการ

  • ง่วงนอน

  • เมาสุรา

  • ใช้ยาที่มีผลต่อสมาธิ

  • หรืออยู่ในภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง

ผู้ขับต้องมีสมาธิและสติเต็มร้อย เพราะแม้แต่ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

เหตุผล:
รถโฟล์คลิฟต์เคลื่อนไหวช้า แต่มีน้ำหนักมากและพื้นที่การมองเห็นจำกัด การขับโดยไม่พร้อมคือความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิต


สรุป — ความปลอดภัยเริ่มต้นที่ “วินัย” ของผู้ขับ

การขับรถโฟล์คลิฟต์อย่างปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เพียงอย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ “วินัยในการปฏิบัติตามกฎ” อย่างเคร่งครัดทุกวัน

  • ตรวจเช็กก่อนใช้งาน

  • สวมอุปกรณ์นิรภัย

  • ขับไม่เร็วเกินกำหนด

  • มีสติและเคารพกฎจราจรภายในโรงงาน

เพราะสุดท้ายแล้ว ความปลอดภัยไม่ใช่แค่การป้องกันอุบัติเหตุ
แต่คือ “การรับผิดชอบต่อชีวิตของเราและเพื่อนร่วมงานทุกคนในพื้นที่เดียวกัน”

แนะนำเว็บไซต์ : www.liftmax.co.th สำหรับคนที่สนใจ ซื้อ เช่า รถโฟล์คลิฟ และ อบรม