โหลดหนักเท่าไหร่ถึงปลอดภัย? เข้าใจการคำนวณน้ำหนักยกของโฟล์คลิฟท์

โหลดหนักเท่าไหร่ถึงปลอดภัย? เข้าใจการคำนวณน้ำหนักยกของโฟล์คลิฟท์

หนึ่งในเรื่องที่ผู้ขับรถโฟล์คลิฟท์มือใหม่มักเข้าใจผิดคือ “น้ำหนักที่โฟล์คลิฟท์ยกได้จริง” — หลายคนคิดว่าถ้ายกขึ้นได้ก็แปลว่าปลอดภัย ซึ่ง ไม่จริงเลย!

เพราะโฟล์คลิฟท์แต่ละรุ่นมี “ขีดจำกัดน้ำหนักยก (Rated Load Capacity)” ที่ถูกคำนวณตามหลักวิศวกรรม หากยกของหนักเกินพิกัดหรือวางตำแหน่งไม่ถูก ต้องเสี่ยงทั้ง อุบัติเหตุพลิกคว่ำ, ของตกหล่น, หรือ ระบบไฮดรอลิกเสียหาย ได้


ทำความเข้าใจกับคำว่า “น้ำหนักยกของโฟล์คลิฟท์”

น้ำหนักยกของโฟล์คลิฟท์ (Forklift Load Capacity) คือ
น้ำหนักสูงสุดที่โฟล์คลิฟท์สามารถ “ยกและเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย” เมื่อของอยู่ในตำแหน่งสมดุลตามที่ผู้ผลิตกำหนด

ตัวเลขนี้จะถูกระบุใน

🔹 “ป้ายข้อมูลน้ำหนักบรรทุก” (Capacity Plate) หรือ “Nameplate”
ซึ่งติดอยู่บนตัวรถ เช่น
“2,500 kg @ 500 mm”

หมายความว่า รถโฟล์คลิฟท์รุ่นนั้นยกน้ำหนักได้สูงสุด 2,500 กิโลกรัม
เมื่อ ระยะศูนย์ถ่วง (Load Center) ของของที่ยกอยู่ที่ 500 มิลลิเมตร จากจุดงาของรถ


ศูนย์ถ่วง (Load Center) คืออะไร

ศูนย์ถ่วงคือ “จุดสมดุลของของที่ยก”
โดยทั่วไปหมายถึงระยะจาก ผิวด้านในของงา (Fork Heel) ไปจนถึง กึ่งกลางของวัตถุ

ในโฟล์คลิฟท์มาตรฐาน

  • ศูนย์ถ่วงจะอยู่ที่ 500 มม. (50 ซม.)

  • หากของที่ยกยาวกว่ามาตรฐาน เช่น พาเลทขนาด 1.2 เมตร
    → ศูนย์ถ่วงจะขยับออกไป
    → ทำให้ความสามารถในการยกลดลง


หลักการคำนวณน้ำหนักยกอย่างง่าย

สูตรพื้นฐานคือ

น้ำหนักยกจริง = น้ำหนักที่ระบุ × (ศูนย์ถ่วงมาตรฐาน ÷ ศูนย์ถ่วงจริง)

ตัวอย่าง:
โฟล์คลิฟท์ระบุว่า

2,500 kg @ 500 mm

แต่ของที่ยกมีศูนย์ถ่วงอยู่ที่ 600 mm

คำนวณได้ว่า

2,500 × (500 ÷ 600) = 2,083 kg

ดังนั้น หากของอยู่ห่างจากงา 600 มม. รถจะยกได้ปลอดภัยไม่เกิน 2,083 กิโลกรัม


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการยก

1. ระยะศูนย์ถ่วง (Load Center)

ยิ่งของยื่นออกจากงามาก ความสามารถในการยกยิ่งลดลง

2. ความสูงของการยก (Lift Height)

เมื่อยกสูง จุดศูนย์ถ่วงจะสูงขึ้น ทำให้รถเสียสมดุลได้ง่าย

3. อุปกรณ์เสริม (Attachment)

เช่น งายาว, หนีบถัง, หรือที่ยกกล่อง
น้ำหนักของอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกหักจากน้ำหนักยกสูงสุดของรถ

4. สภาพพื้นและยางรถ

พื้นขรุขระหรือยางไม่สมดุล ทำให้รถเอนและสูญเสียศูนย์ถ่วงได้

5. มุมเอียงงา (Tilt Angle)
  • เอียงงา “เข้าหาตัว” จะปลอดภัยและมั่นคงกว่า

  • เอียงงา “ไปข้างหน้า” โดยเฉพาะขณะยกสูง เสี่ยงต่อการคว่ำ


ตัวอย่างตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักยก

ศูนย์ถ่วง (มม.) น้ำหนักยกสูงสุด (กก.) จากรุ่น 2,500 kg @ 500 mm
500 mm 2,500 kg
550 mm 2,270 kg
600 mm 2,080 kg
650 mm 1,920 kg
700 mm 1,785 kg
800 mm 1,560 kg

📌 ยิ่งศูนย์ถ่วงยื่นออกจากงามากขึ้นทุก 100 มม.
น้ำหนักยกจะลดลงเฉลี่ย 10–15%


วิธีอ่านป้ายระบุความสามารถในการยก (Capacity Plate)

  1. มองหาป้ายโลหะที่ติดด้านหน้าคนขับหรือเสาโฟล์คลิฟท์

  2. บนป้ายจะมีข้อมูลสำคัญ เช่น

    • รุ่นรถ / หมายเลขซีเรียล

    • น้ำหนักยกสูงสุด (kg)

    • ศูนย์ถ่วงมาตรฐาน (mm)

    • ความสูงของเสายก (m)

    • น้ำหนักตัวรถ

  3. หากติดตั้งอุปกรณ์เสริม ควรขอป้ายข้อมูลใหม่จากผู้ผลิต เพราะค่าการยกจะเปลี่ยนไป


เคล็ดลับใช้งานอย่างปลอดภัย

✅ ตรวจน้ำหนักสินค้าก่อนยกทุกครั้ง
✅ วางของให้แนบชิดงามากที่สุด
✅ ยกของช้า เคลื่อนที่ช้า และเอียงงาเข้าหาตัวเสมอ
✅ หลีกเลี่ยงการยกของสูงขณะเคลื่อนที่
✅ ตรวจแรงดันลมยางและระบบไฮดรอลิกก่อนใช้งาน
✅ ฝึกอบรมผู้ขับให้เข้าใจหลักการสมดุลของรถ


สรุป

รถโฟล์คลิฟท์อาจ “ยกของขึ้นได้” แต่ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัยเสมอ”
น้ำหนักยกของโฟล์คลิฟท์ขึ้นอยู่กับศูนย์ถ่วง ความสูงที่ยก อุปกรณ์เสริม และสภาพพื้นที่

หากเข้าใจหลักการคำนวณและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง
จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุ ลดความเสียหายต่ออุปกรณ์ และยืดอายุการใช้งานของรถได้อย่างยั่งยืน

แนะนำเว็บไซต์ : www.liftmax.co.th สำหรับคนที่สนใจ ซื้อ เช่า รถโฟล์คลิฟ และ อบรม