วิธีเลือกโฟล์คลิฟต์ให้เหมาะกับคลังสินค้า/โรงงานของคุณ

วิธีเลือกโฟล์คลิฟต์ให้เหมาะกับคลังสินค้า/โรงงานของคุณ 

การเลือกโฟล์คลิฟต์ไม่ใช่เพียงแค่ดูราคาหรือแรงยกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวิเคราะห์ “การทำงานจริง” ในคลังสินค้า รวมถึงโครงสร้างพื้นที่ โหลดงาน ความต่อเนื่องของการทำงาน จนถึงเรื่องความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายระยะยาว 


1. วิเคราะห์ลักษณะงาน (Application Analysis)

ก่อนจะเลือกประเภทโฟล์คลิฟต์ ต้องเข้าใจ “ลักษณะงานจริง” ว่าต้องยกอะไร ยกอย่างไร และยกที่ไหน

1.1 ประเภทสินค้า / วัสดุที่ต้องยก

  • สินค้าบนพาเลต (Palletized Goods)

  • สินค้าชิ้นยาว เช่น เหล็ก แผ่นไม้

  • สินค้าขนาดใหญ่ น้ำหนักกระจายไม่เท่ากัน เช่น ถังสารเคมี

  • สินค้าเปราะบาง เช่น กล่องกระดาษ, อาหาร, เภสัชภัณฑ์

  • สินค้าวัตถุอันตราย เช่น เคมีภัณฑ์ → ต้องเลือกโฟล์คลิฟต์กันระเบิด (Explosion Proof)

เหตุผลว่า ทำไมต้องรู้:
วัสดุแต่ละแบบมีความเสี่ยงต่างกัน เช่น ของเหลวอาจทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่คงที่ ต้องเลือกงา (Fork) หรือ Attachment ให้เหมาะ เช่น Drum Clamp, Paper Roll Clamp


2. ตรวจสอบ Load Capacity อย่างละเอียด

น้ำหนักสุดท้ายที่โฟล์คลิฟต์ต้องรับไม่ใช่แค่ “น้ำหนักสินค้า” แต่รวมถึง:

  • น้ำหนักพาเลต

  • จุดศูนย์ถ่วงของสินค้า (Load Center)

  • ความยาวงา (Fork Length)

  • Attachment ที่ติดเพิ่ม เช่น Clamp, Rotator

2.1 Load Center คืออะไร?

โดยมาตรฐาน Load Center อยู่ที่ 500 มม. ถ้าน้ำหนักสินค้ายื่นออกไปมากกว่า 500 มม. ความสามารถในการยกจะลดลงทันที

ตัวอย่างจริง:

  • สินค้ายาว 1.2 เมตร → Load Center ไม่ใช่ 500 มม. แต่กลายเป็น 600–700 มม.

  • โฟล์คลิฟต์ 2.5 ตัน อาจยกได้จริงแค่ 1.8 ตัน เมื่อ Load Center ยาวขึ้น

สรุป: อย่าใช้ข้อมูลน้ำหนักบนสเปกโฟล์คลิฟต์อย่างเดียว ต้องดู Load Center ทุกครั้ง


3. ความสูงที่ต้องยก (Lift Height) แบบละเอียด

การเลือกเสา (Mast) ต้องดูทั้ง “ความสูงตอนยก” และ “ความสูงตอนเก็บเสา”

3.1 ประเภท Mast

  • Two-Stage Mast (2 เสา) → ราคาถูก แข็งแรง สูงไม่มาก

  • Three-Stage Mast (3 เสา) → ใช้ในคลังสูง 4–6 ม.

  • Full Free Lift Mast → ยกงาได้โดยไม่ต้องยกเสาขึ้น เหมาะกับโกดังที่มีประตูเตี้ย

3.2 ความสูงเพดานและชั้นวาง

  • ความสูงชั้นวาง

  • ความสูงไฟ ลม เยลลิ่งภายในคลัง

  • ระยะเซฟตี้เวลายกสุด

ตัวอย่าง:
ถ้าชั้นวาง 6 เมตร → ต้องเลือกโฟล์คลิฟต์ที่ยกได้ 6.5–7 เมตร เพื่อเหลือระยะเผื่อความปลอดภัย


4. วิเคราะห์พื้นที่ทำงานอย่างมืออาชีพ

4.1 ความกว้างทางเดิน (Aisle Width)

โฟล์คลิฟต์แต่ละแบบต้องการพื้นที่ในการเลี้ยวต่างกัน เช่น

  • Counterbalance Forklift: ต้องการพื้นที่ 3.5–4 เมตร

  • Reach Truck: ต้องการเพียง 2.6–2.9 เมตร

  • VNA (Very Narrow Aisle) ต้องการแค่ 1.8 เมตร แต่ต้องใช้รางนำทาง

ถ้าคลังต้องการเพิ่มจำนวนพาเลตในพื้นที่นี้ การเลือก Reach Truck จะเพิ่มความจุคลังได้สูงขึ้นถึง 30–40%

4.2 สภาพพื้น

  • พื้นเรียบและสะอาด → Electric Forklift ดีที่สุด

  • พื้นขรุขระ → ต้องใช้ Pneumatic Tire

  • พื้นมีน้ำมันหก → ต้องใช้ยางแบบกันลื่นพิเศษ

  • พื้นลาดเอียง → ต้องเลือกโฟล์คลิฟต์ที่มี Anti-Rollback


5. เลือกประเภทโฟล์คลิฟต์ให้เหมาะกับงาน

5.1 Counterbalance Forklift

  • เหมาะกับงานทั่วไป ยกขึ้นรถบรรทุก ขนย้ายหนัก

  • มีทั้ง Diesel, LPG, Electric
    ข้อดี: แข็งแรง ใช้ได้หลากหลาย
    ข้อเสีย: ต้องการพื้นที่เลี้ยวมาก

5.2 Reach Truck

  • เหมาะกับคลังแคบ (Narrow Aisle)

  • ยกสูงได้ 6–12 เมตร
    ข้อดี: ประหยัดพื้นที่ในคลัง
    ข้อเสีย: ใช้ได้เฉพาะพื้นเรียบในร่ม

5.3 Stacker

  • เหมาะกับคลังเล็ก ร้านค้า โรงงาน SME
    ข้อดี: ราคาประหยัด
    ข้อเสีย: ไม่ทนเท่า Reach Truck

5.4 Pallet Truck / Walkie Pallet

  • ใช้ขนย้ายระยะสั้น

  • เหมาะกับจุดโหลดสินค้าหน้าโรงงาน

สรุป:
ถ้าคลังเป็นอาคารปิด → Electric หรือ Reach Truck
ถ้าคลังกลางแจ้ง → Diesel/LPG
ถ้าคลังแคบ → Reach Truck
ถ้าพื้นไม่เรียบ → Pneumatic Tire Diesel Forklift


6. ระบบพลังงาน (Power Type) แบบเจาะลึก

6.1 โฟล์คลิฟต์ไฟฟ้า (Electric Forklift)

ประเภทแบตเตอรี่:

  • Lead-acid → ราคาถูก แต่ต้องเติมน้ำกลั่น

  • Lithium-ion → ชาร์จเร็ว ใช้งานนานขึ้น ประหยัดกว่าในระยะยาว

ค่าใช้จ่าย:

  • ค่าไฟถูกกว่าแก๊ส/ดีเซลถึง 60–70%

  • ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

ใช้กับอุตสาหกรรม:

  • อาหาร (Food Grade)

  • เภสัช

  • Cold Storage

  • คลังสินค้าในร่ม 100%


6.2 โฟล์คลิฟต์ดีเซล (Diesel Forklift)

เหมาะกับ:

  • งานหนัก

  • ยกต่อเนื่อง 12–20 ชม./วัน

  • กลางแจ้ง

ข้อดี:

  • ยกหนักได้มากกว่า

  • ซ่อมง่าย อะไหล่ถูก

ข้อเสีย:

  • ควันเยอะ

  • ไม่เหมาะกับพื้นที่ปิด


6.3 โฟล์คลิฟต์แก๊ส LPG

ข้อดี:

  • แรงดี

  • ควันน้อยกว่าดีเซล

  • เหมาะกับกึ่งในร่ม–กลางแจ้ง

ข้อเสีย:

  • ค่าดูแลระบบแก๊ส

  • ต้องเช็กถังแก๊สทุกครั้ง


7. เวลาการใช้งานต่อวัน (Duty Cycle)

7.1 ใช้งาน 4–6 ชั่วโมง/วัน

  • Electric Forklift เพียงพอ

  • แบต 1 ก้อนใช้งานได้

7.2 ใช้งาน 8–12 ชั่วโมง/วัน

  • Electric + Lithium หรือ

  • Diesel / LPG (สลับพักน้อย)

7.3 ใช้งาน 24 ชั่วโมงต่อวัน (3 กะ)

  • Diesel / LPG เหมาะที่สุด

  • ถ้าต้องใช้ Electric → ต้องใช้ระบบสลับแบต 2–3 ก้อน


8. ระบบความปลอดภัยที่ควรมี (Mandatory Safety Features)

รายการเซฟตี้ที่ควรตรวจดู:

  • ระบบตัดกำลังเมื่อยกเกิน (Load Sensor)

  • ระบบยับยั้งการพลิกคว่ำ (Stability Control)

  • เข็มขัดนิรภัยแบบ Interlock (ไม่คาดไม่วิ่ง)

  • กล้องมองหลัง + เซนเซอร์

  • ไฟฉุกเฉิน ไฟสัญญาณเตือน

  • เสียง Buzzer ถอยหลัง

  • Blue Spotlight เพื่อเตือนคนเดินในคลัง

ระบบเหล่านี้ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 40–60% ในโรงงาน


9. ความคุ้มค่าในระยะยาว (Total Cost of Ownership)

ค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้าม:

  • ค่าซ่อมยาง (ปีละ 1–2 ครั้ง)

  • ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Electric)

  • ค่าน้ำมัน/แก๊ส (Diesel/LPG)

  • ค่าซ่อมบำรุงประจำปี

  • ค่าอะไหล่ เช่น ผ้าเบรก สายไฮดรอลิก

หลักสำคัญ:

โฟล์คลิฟต์ไฟฟ้าคุ้มค่าในระยะยาว
โฟล์คลิฟต์ดีเซลคุ้มค่ากับงานหนัก
โฟล์คลิฟต์ LPG คุ้มค่างานผสมกึ่งในร่ม–กลางแจ้ง


10. เลือกแบรนด์และผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้

สิ่งที่ต้องดู:

  • ระยะเวลาที่บริษัทอยู่ในวงการ

  • รีวิวจากลูกค้า

  • ความพร้อมของอะไหล่

  • ความเร็วในการบริการภาคสนาม

  • มีแผน MA / PM รายเดือนหรือไม่

  • ศูนย์บริการครอบคลุมภาคไหนบ้าง

แบรนด์นิยม:
Toyota, Nissan, Heli, Mitsubishi, TCM, Yale, Linde, Komatsu


11. สรุปแนวทางเลือกโฟล์คลิฟต์ที่ดีที่สุด

✔ เลือกจาก งานจริงก่อนสเปก
✔ ดูน้ำหนัก + Load Center มากกว่าแค่ตัวเลขตัน
✔ วิเคราะห์พื้นที่คลังอย่างละเอียด
✔ เลือกพลังงานให้เหมาะกับชั่วโมงการทำงาน
✔ ความปลอดภัยสำคัญที่สุด
✔ ดูผู้ให้บริการหลังการขาย

ถ้าเลือกได้ตรงงาน จะช่วยให้คลังทำงานได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่คิด

แนะนำเว็บไซต์ : www.liftmax.co.th สำหรับคนที่สนใจ ซื้อ เช่า รถโฟล์คลิฟ และ อบรม