ควรเลือกโฟล์คลิฟต์ขนาดไหนให้เหมาะกับงานในคลังของคุณ

ควรเลือกโฟล์คลิฟต์ขนาดไหนให้เหมาะกับงานในคลังของคุณ

แนวทางเลือกเครื่องจักรยกอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ

รถโฟล์คลิฟต์ (Forklift) ถือเป็นหัวใจของงานขนย้ายภายในคลังสินค้า โรงงาน หรือศูนย์กระจายสินค้า
แต่การเลือกรถโฟล์คลิฟต์ที่ไม่เหมาะกับลักษณะงาน ไม่เพียงแต่จะลดประสิทธิภาพ ยังอาจทำให้เกิดปัญหาความเสียหายของสินค้า และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นการรู้ว่า “โฟล์คลิฟต์ขนาดไหน เหมาะกับงานแบบใด” จึงเป็นสิ่งที่ผู้จัดการคลังทุกคนควรเข้าใจ
บทความนี้จะพาคุณไปวิเคราะห์ทีละขั้นตอน ว่าควรเลือกโฟล์คลิฟต์อย่างไรให้ คุ้มค่า ใช้งานได้จริง และปลอดภัย


ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือกขนาดโฟล์คลิฟต์

การเลือกโฟล์คลิฟต์ไม่ได้ดูแค่ “ยกของได้หนักแค่ไหน” เท่านั้น แต่ต้องดูภาพรวมหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้:

  1. น้ำหนักสูงสุดของสินค้าที่ต้องยก

    • ยกพาเลตละกี่กิโลกรัม?

    • ใช้งานเฉพาะจุด หรือยกขึ้นชั้นสูง?

  2. ขนาดพื้นที่คลังสินค้า

    • พื้นที่แคบหรือกว้าง มีทางเลี้ยวหรือไม่?

    • เพดานสูงแค่ไหน? ต้องยกสินค้าขึ้นชั้นความสูงเท่าไร?

  3. ความถี่ในการใช้งาน

    • ใช้งานวันละกี่ชั่วโมง?

    • ใช้งานเบาๆ รายวัน หรือใช้งานหนักต่อเนื่อง?

  4. ประเภทของพื้นผิวในคลัง

    • พื้นเรียบหรือขรุขระ? อยู่ในอาคารหรือนอกอาคาร?

    • พื้นสามารถรับน้ำหนักตัวรถได้หรือไม่?

  5. ประเภทสินค้า

    • เป็นสินค้าขนาดใหญ่ หรือบอบบางต้องระวังการสั่นสะเทือน?


ประเภทและขนาดโฟล์คลิฟต์ที่นิยมใช้ในคลังสินค้า

1. โฟล์คลิฟต์ขนาด 1.5 – 2.5 ตัน (ขนาดเล็ก–กลาง)

เหมาะสำหรับ:

  • คลังสินค้าทั่วไปที่มีพาเลตน้ำหนักไม่เกิน 1.5–2.5 ตัน

  • พื้นที่ภายในอาคาร หรือโกดังที่มีพื้นที่จำกัด

  • งานยกของขึ้น-ลงชั้นวางในระดับกลาง

ข้อดี:

  • ขนาดกะทัดรัด เคลื่อนที่คล่องตัว

  • ประหยัดพลังงาน เหมาะกับโฟล์คลิฟต์ไฟฟ้า

  • เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง


2. โฟล์คลิฟต์ขนาด 3 – 3.5 ตัน

เหมาะสำหรับ:

  • งานขนย้ายสินค้าหนัก เช่น วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องจักร

  • คลังสินค้าที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรถขนาดกลาง

  • ใช้งานกลางแจ้งหรือกึ่งกลางแจ้ง

ข้อดี:

  • แข็งแรง ทนทาน เหมาะกับงานใช้หนัก

  • ยกของที่มีน้ำหนักได้มากกว่า โดยไม่เสี่ยงเสียหาย


3. โฟล์คลิฟต์ขนาด 5 ตันขึ้นไป

เหมาะสำหรับ:

  • งานอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก วัสดุโครงสร้าง เครื่องจักร

  • คลังสินค้าโล่ง พื้นที่กว้าง ไม่จำกัดความสูง

  • ต้องการยกของน้ำหนักมากต่อเนื่อง

ข้อควรระวัง:

  • ต้องตรวจสอบพื้นคลังว่าสามารถรับน้ำหนักรวมของรถและสินค้าได้หรือไม่

  • ต้องมีคนขับที่ชำนาญและใบอนุญาตขับโฟล์คลิฟต์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ


โฟล์คลิฟต์ไฟฟ้า หรือ เครื่องยนต์ แบบไหนเหมาะกว่า?

ประเภท เหมาะกับงาน ข้อดี ข้อจำกัด
ไฟฟ้า (Electric) งานในอาคาร / พื้นที่แคบ เงียบ, ไม่ปล่อยมลพิษ, ประหยัดระยะยาว ใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ ต้องมีแบตเตอรี่สำรอง
เครื่องยนต์ (ดีเซล/แก๊ส) งานกลางแจ้ง / สินค้าหนัก แรงยกสูง ใช้ได้นานต่อเนื่อง เสียงดัง, ปล่อยมลพิษ, ขนาดใหญ่กว่า

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการเลือกโฟล์คลิฟต์

  • เลือกขนาด “เผื่อ” ไว้เล็กน้อยจากน้ำหนักสูงสุดของสินค้า เพื่อความปลอดภัย

  • ถ้าคลังมีชั้นวางสูง ควรเลือกโฟล์คลิฟต์ที่ยกได้สูงพิเศษ เช่น Reach Truck

  • สอบถามเรื่องบริการหลังการขาย และอะไหล่ จากผู้จำหน่ายก่อนซื้อหรือเช่า

  • ควรให้ช่างหรือวิศวกรช่วยวิเคราะห์พื้นที่คลังจริงก่อนตัดสินใจ


สรุป

การเลือกโฟล์คลิฟต์ที่ “ขนาดพอดี” ไม่เพียงช่วยให้ ขนย้ายสินค้าได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
แต่ยังช่วยลดต้นทุน ไม่สิ้นเปลืองกับเครื่องจักรที่ใหญ่เกินจำเป็น

หากคุณกำลังวางแผนซื้อหรือเช่ารถโฟล์คลิฟต์ อย่าลืมประเมินจาก
ขนาดพื้นที่ น้ำหนักสินค้า ความสูงชั้นวาง และงบประมาณโดยรวม
เพื่อให้ได้โฟล์คลิฟต์ที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับคลังสินค้าของคุณ

เลือกโฟล์คลิฟต์ให้ “พอดีงาน” = ขนของง่าย ประหยัดต้นทุน และปลอดภัยในระยะยาว

แนะนำเว็บไซต์ สำหรับบุคคลที่สนใจรถโฟล์คลิฟต์ ซื้อ เช่า ซ่อม อบรม    www.liftmax.co.th