ทำไมพนักงานขับรถโฟล์คลิฟต์ทุกคนต้องผ่านการอบรมก่อนเริ่มงาน

ในโลกของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การผลิต และคลังสินค้า “รถโฟล์คลิฟต์” หรือที่บางครั้งเรียกว่า “รถยก” ถือเป็นเครื่องมือหลักในการยก เคลื่อนย้าย และจัดเรียงสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรืออยู่ในพื้นที่จำกัด รถโฟล์คลิฟต์ช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการทำงานอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การใช้รถโฟล์คลิฟต์ไม่ใช่เพียงแค่ขับไปขับมา แต่ต้องอาศัยทักษะ ความรู้เฉพาะด้าน และจิตสำนึกด้านความปลอดภัยสูง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ หากใช้งานโดยผู้ที่ไม่มีการอบรมอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงจากการใช้รถโฟล์คลิฟต์โดยไม่ผ่านการอบรม

การขับรถโฟล์คลิฟต์โดยไม่มีความรู้หรือการอบรมที่ถูกต้อง เปรียบเสมือนการปล่อยให้คนไม่มีใบขับขี่ขับรถบนทางด่วน มีความเสี่ยงต่อทั้งชีวิตคนและทรัพย์สินโดยรอบ

ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่:

  1. พลิกคว่ำจากการยกน้ำหนักเกินพิกัด

    รถโฟล์คลิฟต์มีจุดศูนย์ถ่วงที่เปลี่ยนได้ง่าย หากยกของหนักเกินกำลัง หรือเคลื่อนที่เร็วขณะยกของสูง อาจทำให้พลิกคว่ำทันที

  2. ชนคนหรือสิ่งของในมุมอับสายตา

    ผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญอาจไม่สามารถประเมินระยะหยุด หรือจุดบอดของรถได้ดี ทำให้เกิดการชนพนักงานคนอื่นหรือทำลายทรัพย์สินโดยไม่ตั้งใจ

  3. สินค้าหล่นใส่พนักงานจากการจัดวางที่ผิดวิธี

    พาเลทที่ยกไม่สมดุล หรือวางผิดตำแหน่งบนชั้นจัดเก็บ อาจทำให้ของหล่นลงมา สร้างความเสียหายหรือบาดเจ็บรุนแรง

  4. เกิดไฟไหม้จากการใช้ผิดประเภท (เช่น เครื่องยนต์ดีเซลในพื้นที่ปิด)

    รถโฟล์คลิฟต์บางประเภทไม่เหมาะกับการใช้ในพื้นที่อับอากาศ หรือใกล้วัตถุไวไฟ ซึ่งหากไม่มีความรู้เรื่องประเภทของรถ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้

ประโยชน์ของการอบรมการใช้รถโฟล์คลิฟต์

1. ลดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัย

การอบรมจะให้พนักงานเข้าใจถึงหลักการทำงานของรถ และระเบียบความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น การเคลื่อนที่ในทางแคบ วิธีการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ และพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

2. ลดความเสียหายต่อสินค้าและเครื่องมือ

ผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถขับขี่ได้อย่างราบรื่น ไม่กระแทก ไม่เบรกกะทันหัน และไม่ยกสินค้าผิดวิธี ซึ่งลดการชำรุดของสินค้าได้อย่างมาก

3. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

พนักงานที่ผ่านการฝึกฝนจะทำงานได้เร็วขึ้น โดยไม่ลดความปลอดภัย เช่น วางสินค้าได้ตรงจุด ใช้พื้นที่คลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ช่วยองค์กรลดต้นทุนแฝง

อุบัติเหตุอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าซ่อม ค่าชดเชย ค่ารักษาพยาบาล และเวลาหยุดทำงานของพนักงาน การอบรมช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเหล่านี้

5. สร้างความมั่นใจให้พนักงาน

การมีความรู้จะสร้างความมั่นใจให้พนักงานใช้เครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนมีคุณค่า

6. เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจความปลอดภัย

องค์กรที่อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนถึงความรับผิดชอบและมาตรฐานในการดำเนินงาน ซึ่งสามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้า

กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการอบรมให้ความรู้กับลูกจ้างในงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย

กฎกระทรวงฯ ว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร

ระบุอย่างชัดเจนว่า “งานที่ต้องใช้เครื่องจักรในการขนส่ง ต้องมีการอบรมเฉพาะทางก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง”

หากฝ่าฝืน อาจมีโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เช่น ปรับเงิน หรือถูกฟ้องร้องจากพนักงานในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

เนื้อหาการอบรมที่ควรครอบคลุม

หมวดหมู่ หัวข้ออบรม
ทฤษฎี ประเภทของรถโฟล์คลิฟต์, โครงสร้างรถ, ศูนย์ถ่วง
ความปลอดภัย พื้นฐานความปลอดภัย, การอ่านป้ายเตือน, การประเมินสภาพแวดล้อม
การตรวจสอบ การตรวจสภาพรถก่อนใช้งาน, การบำรุงรักษาเบื้องต้น
การขับขี่ วิธีการเคลื่อนที่, การเลี้ยวในที่แคบ, การยกของและวางของอย่างถูกวิธี
สถานการณ์จริง การรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำมันรั่ว เบรกไม่ทำงาน
กฎหมาย สิทธิและหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมาย

ใครบ้างที่ควรผ่านการอบรม?

  • พนักงานประจำที่รับผิดชอบการขับรถโฟล์คลิฟต์

  • พนักงานชั่วคราว หรือ Outsource ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับรถยก

  • หัวหน้าหน่วยงานหรือหัวหน้าคลังสินค้า (เพื่อเข้าใจความเสี่ยงและควบคุมงาน)

  • ผู้บริหารระดับกลางถึงสูง (เพื่อออกแบบนโยบายด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม)


สรุป

การอบรมพนักงานขับรถโฟล์คลิฟต์ไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่คือภารกิจสำคัญที่ทุกองค์กรต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

ด้วยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อชีวิตมนุษย์ ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ขององค์กร การเตรียมพร้อมโดยการอบรมและออกใบรับรองอย่างเป็นระบบ เป็นแนวทางที่ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืนที่สุด

การสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยเริ่มต้นจาก “ความรู้” และความรู้ต้องเริ่มจาก “การอบรม”